Get Adobe Flash player

กองอนุศาสนาจารย์

Banner1

จริยศึกษา

เว็บบอร์ดปรึกษาแนะนำ

ขุมทรัพย์จากพระไตรปิฏก

Visitorcounter - VCNT

Today 23

Yesterday 44

Week 86

Month 471

All 14195

Currently are 33 guests and no members online

Kubik-Rubik Joomla! Extensions

วารสารช่อคูณ

เพจกองอนุศาสนาจารย์

เข้าสู่ระบบ

Login โดยใช้ เมล์ ทอ.(ไม่ต้องใส่ @rtaf.mi.th)

พระพุทธศาสนากับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

 un 409 x 600

พระพุทธศาสนากับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 

คำว่า “เศรษฐกิจ” มาจากคำสองคำรวมกันคือคำว่า เศรษฐ แปลว่า ดีเลิศ และว่า กิจ แปลว่า การประกอบการ เมื่อนำคำสองคำมารวมกันจึงได้ความว่า การประกอบกิจการงานเกี่ยวกับการผลิต การจำหน่าย จ่าย แจก การบริโภค และการใช้สอยสิ่งต่าง ๆ ให้ได้ผลดีเลิศ ส่วนคำว่าพอเพียงหมายถึง ความเหมาะสม หรือ ความพอดี เน้นการผลิตและการบริโภคแบบพออยู่พอกินเป็นหลัก ซึ่งไม่ได้เน้นกำไรสุทธิ หรือความร่ำรวยเป็นเป้าหมายสูงสุด และเมื่อรวมกันจึงได้ความว่า การผลิตจำหน่าย และบริโภคอย่างพอเหมาะพอดี นั่นเอง ระบบเศรษฐกิจพอเพียงเป็นระบบเศรษฐกิจที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันของเราทรงดำริ ขึ้นมา เพื่อแสวงหาทางออกจากวิกฤตเศรษฐกิจให้กับสังคมไทย ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ก็คือ “การที่พึ่งตนเองได้”

วัตถุประสงค์หรือเป้าหมายหลักของเศรษฐกิจพอเพียงก็ คือ  ความสงบสุขของผู้คนในสังคม ประชาชนมีกินมีใช้อย่างเพียงพอแก่ความต้องการ ที่สำคัญต้องไม่ทำตนและผู้อื่นเดือนร้อน เน้นให้คนในชุมชนพัฒนาขีดความสามารถในการผลิตและบริโภคอย่างพอเพียง ไปจนถึงขั้นการแปรรูปอุตสาหกรรมครัวเรือน สร้างอาชีพและเสริมทักษะทางวิชาการที่หลากหลาย ใช้ชุมชนดำรงอยู่ได้ด้วยการยึดหลักแห่งความถูกต้องดีงาม มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เป็นต้น

แนวทางการปฏิบัติตามระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียง 

แนวคิดหลักของเศรษฐกิจพอเพียง คือ การนำคำสอนทางพระพุทธศาสนามาเป็นแนวทางในการประสานกลมกลืนกับวิธีชีวิตของ ชาวบ้านที่เป็นเกษตรกรอย่างชาญฉลาด และเป็นรูปธรรม หลักจริยธรรมดังกล่าวคือ หลักการเดินสายกลาง หรือ มัชฌิมาปฏิปทา ในระดับโลกิยธรรม การเดินทางสายกลาง คือธรรมที่เหมาะแก่ชาวบ้านทั่วไปได้แก่ ความเป็นรู้จักพอในการบริโภคใช้สอยทรัพยากรธรรมชาติ และการใช้ชีวิตแบบไม่ฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อ ซึ่งมีลักษณะเป็นการเน้นการลด ละ เลิก อบายมุข ด้วยการประพฤติตามหลักเบญจศีล และ เบญจธรรม ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการเป็นวิถีพุทธ 

แนวทางการปฏิบัติตนตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีดังนี้ 

๑. ประหยัด  ลดละความฟุ่มเฟือย  ตัดทอนค่าใช้จ่ายในทุกด้านที่ไม่จำเป็น   ดังพระราชดำรัสว่า “…ความเป็นอยู่ที่ต้องไม่ฟุ่มเฟือย   ต้องประหยัดไปในทางที่ถูกต้อง…”

๒. ประกอบอาชีพด้วยความสุจริต   ดังพระราชดำรัสที่ว่า   “…ความเจริญของคนทั้งหลายย่อมเกิดมาจากการประพฤติชอบและการหาเลี้ยงชีพชอบเป็นสำคัญ…”

๓. ละเลิกการแก่งแย่งผลประโยชน์และแข่งขันกันในทางการค้าขายกันอย่างรุนแรงดังอดีต ดังพระราชดำรัสว่า   “…ความสุขความเจริญอันแท้จริงนั้น   หมายถึงความสุขความเจริญที่บุคคลแสวงหามาได้ด้วยความเป็นธรรม   ทั้งในเจตนาและการกระทำที่ไม่ใช่ได้มาด้วยความบังเอิญ   หรือด้วยการแก่งแย่งเบียดบังมาจากผู้อื่น…”

๔. ไม่หยุดนิ่งที่จะหาทางให้ชีวิตหลุดพ้นจากความทุกข์ยาก ขวนขวายใฝ่หาความรู้ให้เกิดมีรายได้จนถึงขั้นพอเพียง   ดังพระราชดำริว่า   “…การที่ต้องการให้ทุกคนพยายามที่จะหาความรู้และสร้างตนเองให้มั่นคงนี้เพื่อตนเอง   เพื่อที่จะให้ตัวเองมีความเป็นอยู่ที่ก้าวหน้า   ที่มีความสุข   พอมีพอกิน   เป็นขั้นหนึ่งและขั้นต่อไป   ก็คือ   ให้เกียรติว่ายืนได้ด้วยตนเอง…”

๕. ลดละสิ่งชั่วให้หมดสิ้นไป   ดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระบรมราโชวาทว่า  “…พยายามไม่ก่อความชั่วให้เป็นเครื่องทำลายตัวทำลายผู้อื่น   พยายามลด   พยายามละความชั่วที่ตนเองมีอยู่   พยายามก่อความดีให้แก่ตัวอยู่เสมอ   พยายามรักษาและเพิ่มพูนความดีที่มีอยู่นั้นให้งอกงามสมบูรณ์ยิ่งขึ้น…”

หลักธรรมในเศรษฐกิจพอเพียง 

ระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว   ทรงพระราชดำริและพระราชทานไว้ให้เป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศแก่คนไทยนั้น   วัตถุประสงค์หรือเป้าหมายหลักของเศรษฐกิจพอเพียงก็คือ  ความสงบสุขของผู้คนในสังคม ประชาชนมีกินมีใช้อย่างเพียงพอแก่ความต้องการ ที่สำคัญต้องไม่ทำตนและผู้อื่นเดือนร้อน หากวิเคราะห์โดยละเอียดก็จะพบว่า   ทรงประยุกต์มาจากหลักธรรมในพระพุทธศาสนานั่นเอง   จาก พระราชดำรัสอธิบายขยายความหมายของระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงที่กล่าวมาข้างต้น นั้นทำให้เราพบว่ามีหลักธรรมต่อไปนี้ปรากฏเป็นรากฐานอยู่ในระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียง

หลักมัชฌิมาปฏิปทา (การปฏิบัติตนในทางสายกลาง) 

มัชฌิมาปฏิปทาในทางพุทธศาสนาหมายถึงทางสายกลาง คือ การไม่ยึดถือสุดทางทั้ง ๒ ได้แก่ อัตตกิลมถานุโยค คือ การประกอบตนเองให้ลำบากเกินไป และ กามสุขัลลิกานุโยค คือ การพัวพันในกามในความสบาย เป็นหลักคำสอนที่ปรากฏในพระธรรมเทศนากัณฑ์แรกของพระพุทธเจ้าที่ทรงแสดงแก่ปัญจวัคคีย์ คือ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร 

            พระพุทธเจ้าได้กล่าวหลักมัชฌิมาปฏิปทาอันเป็นข้อปฏิบัติสายกลางไว้ในธัมมจักกัปปวัตนสูตรอันเป็นปฐมเทศนาที่ว่า 

            “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ข้อปฏิบัติสายกลางที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพานนั้น เป็นไฉน 

            ข้อปฏิบัติสายกลางนั้น ได้แก่อริยมรรค มีองค์ ๘ นี้แหละ คือ สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ ๑ สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ ๑ สัมมาวาจา เจรจาชอบ ๑ สัมมกัมมันตะ การงานชอบ ๑ สัมมอาชีวะ เลี้ยงชีพชอบ ๑ สัมมาวายามะ ความพยายามชอบ ๑ สัมมาสติ การระลึกชอบ ๑ สัมมาสมาธิ ความตั้งใจมั่นชอบ ๑”

หลักมัชฌิมาปฏิปทานี้ นอกจากจะเป็นไปเพื่อการพ้นทุกข์แล้ว คุณค่าในเบื้องต้น ยังเป็นไปเพื่อการรู้จักการดำเนินชีวิตให้เกิดความพอดี เป็นแนวทางของการแก้ทุกข์ที่เรียกว่า “อริยมรรคมีองค์ ๘” ดังนี้

๑. สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ หมายถึง เห็นชอบตามคลองธรรม เช่น ทำดีมีผลดี ทำชั่วมีผลชั่ว มารดาบิดามีคุณความดี รู้จักบาป บุญ คุณ โทษ ประโยชน์และมิใช่ประโยชน์เป็นต้น

๒. สัมมาสังกัปปะ  ความดำริชอบ หมายถึง การใช้สมองความคิดพิจารณาแต่ในทางกุศลหรือความดีงาม ได้แก่ ดำริออกจากกามหรือจากความโลภ ดำริในอันไม่พยาบาท ดำริในอันไม่เบียดเบียน

๓. สัมมาวาจา เจรจาชอบ หมายถึง การพูดต้องสุภาพ พูดแต่ในสิ่งที่สร้างสรรค์ดีงามอันเป็นวจีสุริต ได้แก่ เว้นจากพูดเท็จ เว้นจากพูดส่อเสียด เว้นจากพูดคำหยาบ เว้นจากพูดเพ้อเจ้อ

๔. สัมมากัมมันตะ การงานชอบ หมายถึง การกระทำที่เว้นจากความประพฤติชั่วทางกาย ๓ อย่าง ได้แก่ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม

๕. สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีพชอบ หมายถึง การทำมาหากินอย่างสุจริตชน ประกอบสัมมาชีพ เว้นจากเลี้ยงชีวิตโดยทางที่ผิด เช่น โกงเขา หลอกลวง สอพลอ บีบบังคับขู่เข็ญเป็นต้น หรือเว้นจากการประกอบอาชีพที่ผิด ๕ อย่างคือ ค้าอาวุธ ค้ามนุษย์ ค้าเนื้อสัตว์(เลี้ยงสัตว์ไว้เพื่อฆ่าแล้วขาย) ค้าของเมา ค้ายาพิษหรือค้ายาเสพติด

๖. สัมมาวายามะ ความพยายามชอบ หมายถึง ความอุตสาหะพยายาม ประกอบความเพียรในการกุศลกรรม มีเพียรระวังมิให้บาปอกุศลธรรมเกิดขึ้น เพียรละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เพียรทำกุศลธรรมให้เกิดขึ้น และเพียรรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วให้ตั้งมั่น

๗. สัมมาสติ การระลึกชอบ หมายถึง การไม่ปล่อยให้เกิดความพลั้งเผลอ   แต่ดำรงอยู่ด้วยความรู้ตัวอยู่เป็นปกติ ได้แก่ การฝึกปฏิบัติตามหลักสติปัฏฐาน ๔

๘. สัมมาสมาธิ ความตั้งใจมั่นชอบ หมายถึงการฝึกจิตให้ตั้งมั่น สงบ สงัด จากกิเลส นิวรณ์อยู่เป็นปกติ ได้แก่ ฌาน ๔

            เศรษฐกิจแนวพุทธนี้มีลักษณะเป็นสายกลาง อาจจะเรียกว่าเศรษฐกิจสายกลาง หรือ เศรษฐกิจมัชฌิมาปฏิปทา เพราะว่าระบบชีวิตของพุทธศาสนาที่เรียกว่ามรรคนั้น ก็มีชื่ออยู่แล้วว่ามัชฌิมาปฏิปทา องค์ของมรรคนั้นแต่ละข้อเป็นสัมมา เช่น สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีพชอบ การที่เป็นสัมมานั้นก็คือ โดยถูกต้อง โดยถูกต้องก็คือทำให้เกิดความพอดี ความเป็นมัชฌิมาหรือสายกลางนั้นก็คือความพอดีนั่นเอง  เมื่อมีสัมมาอาชีวะ การเลี้ยงชีพชอบ ซึ่งเป็นพฤติกรรมทางเศรษฐกิจที่ถูกต้อง ก็นับได้ว่าพระพุทธศาสนามีหลักเศรษฐกิจมัชฌิมาปฏิปทา

อัตตา หิ อัตตะโน นาโถ       โก หิ นาโถ ปะโร สิยา 

อัตตะนา หิ สุทันเตนะ         นาถัง ละภะติ ทุลละภัง.

ตนแลเป็นที่พึ่งของตน คนอื่นใครเล่าจะเป็นที่พึ่งให้ได้ 

แท้จริง ผู้มีตนฝึกฝนดีแล้วย่อมได้ที่พึ่งที่ได้โดยยาก.

หลักอัตตา หิ อัตตะโน นาโถ เป็นหลักธรรมคำสอนให้บุคคลพึ่งตนเอง ซึ่งแนวทางของระบบเศรษฐกิจพอเพียงก็ได้มุ่งเน้นให้พึ่งตนเองในการทำมาหาเลี้ยงชีพ ในการสร้างฐานะ และการเก็บรักษาทรัพย์ที่หามาได้เพื่อจับจ่ายใช้สอยในยามจำเป็น นอกจากเป็นที่พึ่งแห่งตนแล้วจะต้องเป็นที่พึ่งของบุคคลอื่นด้วย นอกจากในระดับบุคคลแล้ว ยังมุ่งเน้นให้การพัฒนาประเทศชาติให้พึ่งตนเองในลักษณะ “เศรษฐกิจพอเพียง” นั่นคือการพัฒนาที่ไม่อิงเศรษฐกิจโลกจนเกินไป ดังพระราชดำรัสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ตรัสไว้เมื่อ ๔ ธันวาคม ๒๕๑๗ ที่ว่า

“...คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา จะว่าเมืองไทยล้าสมัย ว่าเมืองไทยเชย ว่าเมืองไทยไม่มีสิ่งที่สมัยใหม่ แต่เราอยู่พอมีพอกิน และขอให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทยพออยู่พอกิน มีความสงบ และทำงานตั้งจิตอธิษฐานตั้งปณิธานในทางนี้ที่จะให้เมืองไทยอยู่แบบพออยู่พอกิน ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอย่างยอด แต่ว่ามีความพออยู่พอกิน มีความสงบ เปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ถ้าเรารักษาความพออยู่พอกินนี้ได้ เราก็จะยอดยิ่งยวดได้...”

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ได้กล่าวหลักการพึ่งตนเองตามแนวทางของเศรษฐกิจพอเพียง ไว้ ๕ ประการ คือ

๑. พึ่งตนเองทางจิตใจ คือ มีจิตใจเข้มแข็ง มีจิตสำนึกว่าตนนั้นสามารถพึ่งตนเองได้ ดังนั้น จึงควรที่จะสร้างพลังผลักดันให้มีภาวะจิตใจฮึกเหิมต่อสู้ชีวิตด้วยความสุจริต แม้อาจจะไม่ประสบผลสำเร็จบ้างก็ตาม มิพึงควรท้อแท้ ให้พยายามต่อไป ดังพระราชดำรัสที่ว่า “บุคคลต้องมีรากฐานทางจิตใจที่ดี คือ ความหนักแน่นมั่นคงในสุจริตธรรม และความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติหน้าที่ให้จนสำเร็จ ทั้งต้องมีกุศโลบาย หรือวิธีการอันแยบยลในการปฏิบัติงานประกอบพร้อมกันด้วย จึงจะสัมฤทธิผลที่แน่นอน และบังเกิดประโยชน์อันยั่งยืนแก่ตนเองและแผ่นดิน”

๒. พึ่งตนเองทางสังคม คือ การเสริมสร้างให้แต่ละชุมชนในท้องถิ่นได้ร่วมมือช่วยเหลือเกื้อกูลกัน นำความรู้ที่ได้รับมาถ่ายทอดและเผยแพร่ให้ได้รับประโยชน์ซึ่งกันและกัน ดังพระบรมราโชวาทที่ว่า “เพื่อให้งานรุดหน้าไปพร้อมเพรียงกัน ไม่ลดหลั่น จึงขอให้ทุกคนพยายามที่จะทำงานในหน้าที่อย่างเต็มที่ และให้มีการประชาสัมพันธ์กันให้ดี เพื่อให้งานทั้งหมดเป็นงานที่เกื้อหนุนสนับสนุนกัน”

๓. พึ่งตนเองได้ทางทรัพยากรธรรมชาติ คือ การส่งเสริมให้มีการนำเอาศักยภาพของผู้คนในท้องถิ่นสามารถเสาะแสวงหาทรัพยากรธรรมชาติ หรือวัสดุในท้องถิ่นที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งส่งผลให้เกิดการพัฒนาประเทศได้อย่างดียิ่ง

๔. พึ่งตนเองได้ทางเทคโนโลยี คือ การส่งเสริมให้มีการศึกษา ทดลองทดสอบเพื่อให้ได้มาซึ่งเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศและสังคมไทย และสิ่งสำคัญสามารถนำไปใช้ปฏิบัติได้อย่างเหมาะสม ซึ่งสอดคล้องกับพระราชดำรัสที่ว่า “จุดประสงค์ของศูนย์การศึกษาฯ คือ เป็นสถานที่สำหรับค้นคว้าวิจัยในท้องที่ เพราะว่าแต่ละท้องที่ สภาพฝนฟ้าอากาศ และประชาชนในท้องที่ต่าง ๆ กันก็มีลักษณะแตกต่างกันมากเหมือนเดิม”

๕. พึ่งตนเองได้ในทางเศรษฐกิจ คือ สามารถอยู่ได้ด้วยตนเองในระดับเบื้องต้น กล่าวคือ แม้ไม่มีเงินก็ยังมีข้าว ปลา ผัก ผลไม้ ในท้องถิ่นของตนเอง เพื่อการยังชีพ และสามารถนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในระดับมหภาคต่อไปได้ด้วย

การนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้นั้น ขั้นแรก ต้องยึดหลัก "พึ่งตนเอง"  คือ พยายามพึ่งตนเองให้ได้ก่อน ในแต่ละครอบครัวมีการบริหารจัดการอย่างพอดี ประหยัดไม่ฟุ่มเฟือย   สมาชิกในครอบครัวแต่ละคนต้องรู้จักตนเอง  เช่น  ข้อมูล รายรับ-รายจ่าย ในครอบครัวของตนเอง     สามารถรักษาระดับการใช้จ่ายของตน ไม่ให้เป็นหนี้ และรู้จักดึงศักยภาพในตัวเองในเรื่องของปัจจัยสี่ให้ได้ในระดับหนึ่ง

การพัฒนาตนเองให้สามารถ "อยู่ได้อย่างพอเพียง" คือ ดำเนินชีวิตโดยยึดหลักทางสายกลางให้อยู่ได้อย่างสมดุล    คือ  มีความสุขที่แท้  ไม่ให้รู้สึกขาดแคลนจนต้องเบียดเบียนตนเอง   หรือดำเนินชีวิตอย่างเกินพอดี   จนต้องเบียดเบียนผู้อื่น หรือเบียดเบียนสิ่งแวดล้อม 

หลักสันโดษ 

สันตุฏฐีปะระมัง ธนัง. 

ความสันโดษเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง.

หลักสันโดษนี้มุ่งให้บุคคลพึงพอใจในสิ่งของหรือทรัพย์สินที่ตนเองได้มาและใช้ จ่ายในสิ่งที่ก่อให้เกิดประโยชน์ ให้บุคคลรู้จักประมาณ ได้แก่ การประหยัดและรู้จักออม ไม่ฟุ่มเฟือยฟุ้งเฟ้อมีความเป็นอยู่อย่างสงบเรียบง่าย และโปร่งใส ไม่ทะเยอทะยานต่อสู้และเบียดเบียนบุคคลอื่น ไม่เอารัดเอาเปรียบกัน อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข 

ในคัมภีร์ มังคลทีปนี ได้ให้ความหมายของคำว่า สันโดษ ไว้ ๓ นัยคือ  

            ๑. ยถาลาภสันโดษ คือ ยินดีพอใจตามที่ได้ หรือมีความพอใจ ตนเพียรพยายามแสวงหาสิ่งใด แล้วได้สิ่งนั้นมาโดยถูกต้องชอบธรรม ไม่เบียดเบียนทำร้ายตนและคนอื่น จะน้อยหรือมาก จะดีจะเลว จะหยาบหรือประณีต ก็ยินดีพอใจในสิ่งนั้น ไม่ทุกข์ไม่เดือดร้อนไม่กระวนกระวายวุ่นวายสับสน พอใจไม่โลภ ไม่อยากได้ของคนอื่น ไม่คิดประทุษร้ายริษยาเบียดเบียนคนอื่น

            ๒. ยถาพลสันโดษ คือ ยินดีพอใจตามกำลัง หรือมีความพอดีกับการบริโภคใช้สอยแห่งตน ตามกำลังอัตภาพร่างกาย ไม่ยินดีต้องการเกินความพอดีกับการบริโภคใช้สอยแห่งตนและเกินกำลังอัตภาพร่างกาย เพราะสุขภาพร่างกายกำลังของคนไม่เหมือนกัน คนตัวเล็กตัวใหญ่คนอ้วนคนผอมคนสูงต่ำดำขาวไม่เหมือนกัน คนมีลักษณะต่างกัน ความชอบรสนิยมไม่เหมือนกัน ในการบริโภคใช้สอย ก็ควรให้พอดีกับลักษณะรูปพรรณสัณฐานของตน บางคนไปซื้อหรือได้เสื้อผ้า มา สวมใส่ดูแล้วฟิตหรือหลวมเกินไปไม่เหมาะสมพอดีกับตัวเองหรือตนเองก็ไม่ชอบใจ ไม่คิดเก็บเอาไว้ไม่เสียดายหวงแหน เพราะเก็บเอาไว้ก็ไม่มีประโยชน์มีแต่จะเสียหาย ควรเสียสละบริจาคให้แก่คนอื่น หรือนำไปแลกเปลี่ยนกับคนอื่น สิ่งที่ไม่เหมาะสมพอดีกับรูปร่างลักษณะสุขภาพอนามัยรสนิยม ถือเป็นของส่วนเกินเกินความจำเป็นต้องการ นำไปให้บริจาคสงเคราะห์ช่วยเหลือคนอื่น เป็นหลักสำคัญอย่างหนึ่งของความเอื้ออาทรห่วงใยยึดเหนี่ยวน้ำใจซึ่งกันและกันในสังคม

            ๓. ยถาสารุปปสันโดษ คือ ยินดีพอใจตามสมควร หรือมีความพอเหมาะ เหมาะสมมีเหตุผลตามภาวะ เพศ วัย ฐานะ ตำแหน่ง บทบาท หน้าที่ทางสังคม ความรู้ ความสามารถ ความถนัดของตนเอง คนที่สร้างปัญหาความเดือดร้อนให้กับตนเองและสังคม ก็คือคนที่ทำอะไรลงไปโดยไม่รู้ไม่คำนึงถึงภาวะ ฐานะ ตำแหน่ง บทบาท หน้าที่ และศักยภาพของตนเอง ดังปรากฏในสังคมทั้งหลายที่ว่า คนนั้นไม่เหมาะกับตำแหน่งนี้ คนนี้เหมาะสมกับตำแหน่งนั้น ดังนั้น จึงควรรู้จักประมาณ ความพอดีเหมาะสมกับสภาวะของตนเอง ความสมควรเหมาะสมมีเหตุผลตามสภาวะถือได้ว่าเป็นหลักความสมดุลเอกภาพในสังคม

            กล่าวได้ว่า หลักสันโดษ เป็นหลักเศรษฐกิจที่สร้างความพอใจ พอดี และพอเหมาะแก่ความเพียรพยายามที่แสวงหามาได้โดยชอบธรรม กำลังความสามารถในการบริโภคใช้สอยเพื่อให้เกิดคุณค่าแท้ของสิ่งนั้น ๆ เช่น โทรศัพท์ (มือถือ) คุณค่าแท้ก็คือเพื่อติดต่อสื่อสาร นาฬิกามีคุณค่าแท้ คือ เพื่อใช้ดูเวลาเป็นต้น และเหมาะแก่วุฒิภาวะหน้าที่ของตน เพื่อความสัมพันธ์สมดุลของชีวิตอย่างแท้จริง 

 

หลักสัปปุริสธรรม ๗ 

          พระพุทธเจ้าได้ตรัสหลักสัปปุริสธรรมอันเป็นหลักธรรมหนึ่งที่กล่าวเกี่ยวกับความรู้จักประมาณในการบริโภคใช้สอยปัจจัยสี่ซึ่งหลักเศรษฐกิจแบบพุทธไว้ในธัมมัญญูสูตรที่ว่า

          “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการเป็นผู้ควรแก่ของคำนับ... เป็นเนื้อนาบุญของชาวโลกที่ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ธรรม ๗ ประการคืออะไรบ้าง คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้

          (๑) เป็นธัมมัญญู รู้จักธรรม            (๒) เป็นอัตถัญญู รู้จักอรรถ

          (๓) เป็นอัตตัญญู รู้จักตน               (๔) เป็นมัตตัญญู รู้จักประมาณ

          (๕) เป็นกาลัญญู รู้จักกาล              (๖) เป็นปริสัญญู รู้ชุมชน

          (๗) เป็นปุคคลปโรปรัญญู รู้จักบุคคล...”

สัปปุริสธรรม ๗ คือ ธรรมของสัตบุรุษ, ธรรมที่ทำให้เป็นสัตบุรุษ, คุณสมบัติของคนดี, ธรรมของผู้ดี ได้แก่

       ๑. ธัมมัญญุตา คือ ความรู้จักธรรม รู้หลัก หรือ รู้จักเหตุ คือ รู้หลักความจริง รู้หลักการ รู้หลักเกณฑ์ รู้กฎแห่งธรรมดา รู้กฎเกณฑ์แห่งเหตุผล และรู้หลักการที่จะทำให้เกิดผล เช่น ภิกษุรู้ว่าหลักธรรมข้อนั้นๆ คืออะไร มีอะไรบ้าง พระมหากษัตริย์ทรงทราบว่าหลักการปกครองตามราชประเพณีเป็นอย่างไร มีอะไรบ้าง รู้ว่าจะต้องกระทำเหตุอันนี้ๆ หรือกระทำตามหลักการข้อนี้ๆ จึงจะให้เกิดผลที่ต้องการอันนั้นๆ เป็นต้น

       ๒. อัตถัญญุตา คือ ความรู้จักอรรถ รู้ความมุ่งหมาย หรือ รู้จักผล คือ รู้ความหมาย รู้ความมุ่งหมาย รู้ประโยชน์ที่ประสงค์ รู้จักผลที่จะเกิดขึ้นสืบเนื่องจากการกระทำหรือความเป็นไปตามหลัก เช่น รู้ว่าหลักธรรมหรือภาษิตข้อนั้นๆ มีความหมายว่าอย่างไร หลักนั้นๆ มีความมุ่งหมายอย่างไร กำหนดไว้หรือพึงปฏิบัติเพื่อประสงค์ประโยชน์อะไร การที่ตนกระทำอยู่มีความมุ่งหมายอย่างไร เมื่อทำไปแล้วจะบังเกิดผลอะไรบ้างดังนี้เป็นต้น

       ๓. อัตตัญญุตา คือ ความรู้จักตน รู้ว่า เรานั้น ว่าโดยฐานะ ภาวะ เพศ กำลัง ความรู้ ความสามารถ ความถนัด และคุณธรรม เป็นต้น บัดนี้ เท่าไร อย่างไร แล้วประพฤติให้เหมาะสม และรู้ที่จะแก้ไขปรับปรุงต่อไป

       ๔. มัตตัญญุตา คือ ความรู้จักประมาณ ความพอดี เช่น ภิกษุรู้จักประมาณในการรับและบริโภคปัจจัยสี่ คฤหัสถ์รู้จักประมาณในการใช้จ่ายโภคทรัพย์ พระมหากษัตริย์รู้จักประมาณในการลงทัณฑอาชญาและในการเก็บภาษี เป็นต้น

       ๕. กาลัญญุตา คือ ความรู้จักกาล รู้กาลเวลาอันเหมาะสม และระยะเวลาที่จะต้องใช้ในการประกอบกิจ กระทำหน้าที่การงาน เช่น ให้ตรงเวลา ให้เป็นเวลา ให้ทันเวลา ให้พอเวลา ให้เหมาะเวลา เป็นต้น
       ๖. ปริสัญญุตา คือ ความรู้จักบริษัท รู้จักชุมชน และรู้จักที่ประชุม รู้กิริยาที่จะประพฤติต่อชุมชนนั้นๆ ว่า ชุมชนนี้เมื่อเข้าไปหา จะต้องทำกิริยาอย่างนี้ จะต้องพูดอย่างนี้ ชุมชนนี้ควรสงเคราะห์อย่างนี้ เป็นต้น
       ๗. ปุคคลัญญุตา หรือ ปุคคลปโรปรัญญุตา คือ ความรู้จักบุคคล ความแตกต่างแห่งบุคคลว่า โดยอัธยาศัย ความสามารถ และคุณธรรม เป็นต้น ใครๆ ยิ่งหรือหย่อนอย่างไร และรู้ที่จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นๆ ด้วยดี ว่าควรจะคบหรือไม่ จะใช้จะตำหนิ ยกย่อง และแนะนำสั่งสอนอย่างไร เป็นต้น

 

ทิฏฐธัมมิกัตถะ 

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหลักประโยชน์ในปัจจุบันไว้ในทีฆชาณุสูตรที่ว่า

        “ดูก่อนพยัคฆปัชชะ ธรรม ๔ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขในปัจจุบันแก่กุลบุตร ธรรม ๔ ประการ คือ อะไรบ้าง

        (๑) อุฏฐานสัมปทา                (ความถึงพร้อมด้วยความหมั่น)

        (๒) อารักขสัมปทา                (ความถึงพร้อมด้วยการรักษา)

        (๓) กัลยาณมิตตตา       (การคบคนดีเป็นมิตร)

        (๔) สมชีวิตา               (การมีความเป็นอยู่เหมาะสม)..”

ทิฏฐธัมมิกัตถสังวัตตนิกธรรม ๔ ธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ในปัจจุบัน หรือหลักธรรมอันอำนวยประโยชน์สุขขั้นต้น

       ๑. อุฏฐานสัมปทา ถึงพร้อมด้วยความหมั่น คือ ขยันหมั่นเพียรในการปฏิบัติหน้าที่การงาน ประกอบอาชีพอันสุจริต มีความชำนาญ รู้จักใช้ปัญญาสอดส่อง ตรวจตรา หาอุบายวิธี สามารถจัดดำเนินการให้ได้ผลดี

       ๒. อารักขสัมปทา ถึงพร้อมด้วยการรักษา คือ รู้จักคุ้มครองเก็บรักษาโภคทรัพย์และผลงานอันตนได้ทำไว้ด้วยความขยัน หมั่นเพียร โดยชอบธรรม ด้วยกำลังงานของตน ไม่ให้เป็นอันตรายหรือเสื่อมเสีย

       ๓. กัลยาณมิตตตา คบคนดีเป็นมิตร คือ รู้จักกำหนดบุคคลในถิ่นที่อาศัย เลือกเสวนาสำเหนียกศึกษาเยี่ยงอย่างท่านผู้ทรงคุณมีศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา

       ๔. สมชีวิตา มีความเป็นอยู่เหมาะสม คือ รู้จักกำหนดรายได้และรายจ่ายเลี้ยงชีวิตแต่พอดี มิให้ฝืดเคืองหรือฟูมฟาย ให้รายได้เหนือรายจ่าย มีประหยัดเก็บไว้
       ธรรมหมวดนี้ เรียกกันสั้นๆ ว่า ทิฏฐธัมมิกัตถะ หรือเรียกติดปากอย่างไทยๆ ว่า ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ บางท่านเอาคำนำหน้ามาเป็นคาถา เรียกว่า คาถาหัวใจเศรษฐี คือ อุ อา กะ สะ หมายถึง ขยันหา รักษาดี มีกัลยาณมิตร ดำเนินชีวิตแบบพอเพียง

 

โภคาวิภาค ๔ 

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสคาถาประพันธ์นี้ไว้ในสิงคาลกสูตรว่า

       “...เมื่อบุคคลออมโภคทรัพย์เหมือนแมลงผึ้งสร้างรวงรังอยู่ โภคทรัพย์ย่อมถึงการสะสมไว้ ดุจจอมปลวกอันตัวปลวกก่อขึ้นฉะนั้น

       คฤหัสถ์ในตระกูลผู้สามารถ ครั้นสะสมโภคทรัพย์ได้อย่างนี้แล้ว พึงแบ่งโภคทรัพย์ออกเป็น ๔ ส่วน เขาย่อมผูกไมตรีไว้ได้

       พึงใช้สอยโภคทรัพย์ด้วยส่วนหนึ่ง พึงประกอบการงานด้วยสองส่วน พึงเก็บส่วนที่ ๔ ไว้ ด้วยหมายว่า จักมีไว้ใช้ในยามอันตราย”

       โภควิภาค คือ วิธีการจัดสรรทรัพย์เพื่อการใช้จ่าย โดยแบ่งทรัพย์ออกเป็น ๔ ส่วน ดังนี้คือ 

๑.  ๑ ส่วน แบ่งไว้เพื่อใช้บริโภค เลี้ยงตนเองให้เป็นสุข เลี้ยงดูครอบครัว และคนที่อยู่ในความรับผิดชอบให้เป็นสุข และใช้ทำความดี บำเพ็ญประโยชน์แต่สาธารณะ เป็นต้น 

๒. ๒ ส่วน   จัดสรรไว้สำหรับลงทุนประกอบกิจการงาน  

๓. ๑ ส่วน  แบ่งไว้เพื่อใช้ในยามจำเป็น เช่น เมื่อเกิดอุบัติเหตุ เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วย เป็นต้น 

  

โภคอาทิยะ ๕ 

        ครั้งนั้น ท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดี เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกับท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดี(อาทิยสูตร)ว่า  

          “ดูก่อนคฤหบดี ประโยชน์ที่จะพึงถือเอาแต่โภคทรัพย์ ๕ ประการนี้ ๕ ประการ คือ อะไรบ้าง คือ  

          ดูก่อนคฤหบดี อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ย่อมใช้จ่ายโภคทรัพย์ที่ตนหามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร สะสมขึ้นด้วยกำลังแขน อาบเหงื่อได้มา ประกอบด้วยธรรม ได้มาโดยธรรม เลี้ยงตนให้เป็นสุข ให้อิ่มหนำ บริหารให้เป็นสุขโดยชอบ เลี้ยงมารดาบิดาให้เป็นสุข ให้อิ่มหนำ บริหารให้เป็นสุขโดยชอบ เลี้ยงบุตร ภรรยา คนใช้ คนงาน และให้เป็นสุข ให้อิ่มหนำ บริหารให้เป็นสุขโดยชอบ นี้เป็นประโยชน์ที่จะพึงถือเอาแต่โภคทรัพย์ข้อที่ ๑ ฯ 

             อีกข้อหนึ่ง อริยสาวกย่อมใช้จ่ายโภคทรัพย์ที่ตนหามาได้ด้วยความหมั่น ความขยัน สะสมขึ้นด้วยกำลังแขน อาบเหงื่อได้มา ประกอบด้วยธรรม ได้มาโดยธรรม เลี้ยงมิตรสหายให้เป็นสุข ให้อิ่มหนำ บริหารให้เป็นสุขโดยชอบ นี้เป็นประโยชน์ที่จะพึงถือเอาแต่โภคทรัพย์ข้อที่ ๒ ฯ

             อีกข้อหนึ่ง อริยสาวกย่อมใช้จ่ายโภคทรัพย์ที่ตนหามาได้ด้วยความหมั่น ความขยัน สะสมขึ้นด้วยกำลังแขน อาบเหงื่อได้มา ประกอบด้วยธรรม ได้มาโดยธรรม ป้องกันอันตรายที่เกิดแต่ไฟ น้ำ พระราชา โจร หรือทายาทผู้ไม่เป็นที่รัก ทำตนให้สวัสดี นี้เป็นประโยชน์ที่จะพึงถือเอาแต่โภคทรัพย์ข้อที่ ๓ ฯ

             อีกข้อหนึ่ง อริยสาวกย่อมใช้จ่ายโภคทรัพย์ที่ตนหามาได้ด้วยความหมั่น ความขยัน อาบเหงื่อได้มา ประกอบด้วยธรรม ได้มาโดยธรรม ทำพลี ๕ อย่าง คือ

             ๑. ญาติพลี [บำรุงญาติ]

             ๒. อติถิพลี [ต้อนรับแขก]

             ๓. ปุพพเปตพลี [บำรุงญาติผู้ตายไปแล้วคือทำบุญอุทิศกุศลให้]

             ๔. ราชพลี [บำรุงราชการ คือบริจาคทรัพย์ช่วยชาติ]

             ๕. เทวตาพลี [บำรุงเทวดา คือทำบุญอุทิศให้เทวดา]

นี้เป็นประโยชน์ที่จะพึงถือเอาแต่โภคทรัพย์ข้อที่ ๔ ฯ 

          อีกข้อหนึ่ง อริยสาวกย่อมใช้จ่ายโภคทรัพย์ที่ตนหามาได้ด้วยความหมั่น ความขยัน สะสมขึ้นด้วยกำลังแขน อาบเหงื่อได้มา ประกอบด้วยธรรม ได้มาโดยธรรม บำเพ็ญทักษิณา มีผลสูงเลิศ เกื้อกูลแก่สวรรค์ มีวิบากเป็นสุข ยังอารมณ์เลิศให้เป็นไปด้วยดีในสมณพราหมณ์ ผู้เว้นจากความมัวเมาประมาท ตั้งอยู่ในขันติและโสรัจจะ ผู้มั่นคง ฝึกฝนตนให้สงบระงับดับกิเลสโดยส่วนเดียวนี้เป็นประโยชน์ที่จะพึงถือเอาแต่โภคทรัพย์ข้อที่ ๕” 

สรุปเนื้อความแห่งโภคอาทิยะ ๕ ข้อ คือ เมื่อแสวงหาทรัพย์สินมาได้ ด้วยน้ำพักน้ำแรงความขยันหมั่นเพียรของตน และโดยทางสุจริตชอบธรรมแล้ว ควรนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต ประกอบด้วย 

๑. ใช้จ่ายทรัพย์นั้นเลี้ยงตนเอง มารดาบิดา บุตร ภรรยา และคนในปกครองทั้งหลายให้เป็นสุข 

๒. ใช้ทรัพย์นั้นบำรุงเลี้ยงมิตรสหาย ผู้ร่วมกิจการงานให้เป็นสุข 

๓. ใช้ป้องกันภยันตราย 

๔. ทำพลี คือ การสละบำรุงสงเคราะห์ ๕ อย่าง ได้แก่ อติถิพลี (ใช้ต้อนรับแขก), ญาติพลี (ใช้สงเคราะห์ญาติ), ราชพลี (ใช้บำรุงราชการด้วยการเสียภาษีอากร), เทวตาพลี (บำรุงเทวดา), ปุพพเปตพลี (ทำบุญอุทิศให้แก่บุพการี) 

๕. ใช้อุปถัมภ์บำรุงสมณพราหมณ์ผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบ 

 

เมื่อใช้ทรัพย์ทำประโยชน์อย่างนี้แล้ว ถึงทรัพย์จะหมดสิ้นไป ก็สบายใจได้ว่า ได้ใช้ทรัพย์นั้นให้เป็นประโยชน์ถูกต้องตามเหตุผลแล้ว ถ้าทรัพย์เพิ่มขึ้นก็สบายใจเช่นเดียวกัน เป็นอันไม่ต้องเดือดร้อนใจทั้งสองกรณี 

  

กามโภคีสุข ๔ (สุขของคฤหัสถ์ ๔) 

           ครั้งนั้นแล ท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัส(อันนนาถสสูตร)ว่า

          “ดูก่อนคฤหบดี สุข ๔ ประการนี้ อันคฤหัสถ์ผู้บริโภคกามพึงได้รับตามกาลตามสมัย สุข ๔ ประการ คืออะไรบ้าง คือ  

(๑) อัตถิสุข     สุขเกิดแต่การมีทรัพย์ 

(๒) โภคสุข     สุขเกิดแต่การจ่ายทรัพย์บริโภค 

                                                                                                              (๓) อนณสุข   สุขเกิดแต่การไม่เป็นหนี้ 

(๔) อนวัชชสุข สุขเกิดแต่การเป็นผู้ปราศจากโทษ...” 

อธิบายเนื้อความว่า กามโภคีสุข ๔ (สุขของคฤหัสถ์ ๔) คือ คนครองเรือนควรจะมีความสุข ๔ ประการ ซึ่งคนครองเรือนควรจะพยายามให้เข้าถึงให้ได้สม่ำเสมอ  

๑. อัตถิสุข     สุขเกิดแต่การมีทรัพย์ คือ ความภูมิใจ เอิบอิ่มใจ ว่าตนมีโภคทรัพย์ที่ได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรง ความขยันหมั่นเพียรของตน และโดยชอบธรรม 

๒. โภคสุข     สุขเกิดแต่การจ่ายทรัพย์บริโภค คือ ความภูมิใจ เอิบอิ่มใจ ว่าตนได้ใช้ทรัพย์ที่ได้มาโดยชอบนั้น เลี้ยงชีพ เลี้ยงผู้ควรเลี้ยง และบำเพ็ญประโยชน์ 

๓. อนณสุข   สุขเกิดแต่การไม่เป็นหนี้ คือ ความภูมิใจ เอิบอิ่มใจ ว่าตนเป็นไท ไม่มีหนี้สินติดค้างใคร

๔. อนวัชชสุข สุขเกิดแต่การเป็นผู้ปราศจากโทษ คือ ความภูมิใจ เอิบอิ่มใจ ว่าตนมีความประพฤติสุจริต ไม่บกพร่องเสียหาย ใคร ๆ ติเตียนไม่ได้ ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ  

        ในบรรดา สุข ๔ ประการนี้ อนวัชชสุขมีค่ามากที่สุด 

  

สรุป 

กล่าวโดยสรุปแล้ว เศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลักเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับหลักธรรมในพระพุทธศาสนา หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ หลักเศรษฐศาสตร์ตามแนวพุทธ ที่มุ่งให้มนุษย์จำกัด หรือความอยาก หรือความต้องการของตนเอง แทนการกระตุ้นตัณหาหรือความอยาก เพื่อให้เกิดการบริโภคมากขึ้น (บริโภคนิยม) เนื่องจากพระพุทธศาสนาเห็นว่าความต้องการของมนุษย์นั้นไม่มีขีดจำกัด แต่ขณะเดียวกันทรัพยากรมีขีดจำกัด หากมีการใช้เกินความจำเป็น ทรัพยากรเหล่านั้นก็จะหมดสิ้นไปในที่สุด การปฏิบัติตนตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงจึงต้องหันมาแก้ไขที่ตนเองก่อน จำกัดความอยาก ความต้องการ ให้รู้จักพอดี ไม่บริโภคเกินความพอดี หรือตกเป็นทาสของวัตถุ

หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวคิดที่ถูกหล่อหลอม มาจากความเป็นจริงแห่งธรรมชาติ ที่มนุษย์ทุกคนต้องศึกษาให้เข้าใจ และต้องนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เพื่อที่จะได้เข้าใจถึงความเป็นจริงของธรรมชาติ ความเป็นจริงของชีวิต ว่าสิ่งใดควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ สิ่งใดควรยึดถือเป็นที่พึ่ง สิ่งใดไม่ควรยึดถือเป็นที่พึ่ง เมื่อได้ศึกษาจนเข้าใจ และนำไปปฏิบัติจนเกิดผลแล้ว จนพบความเป็นจริงแห่งชีวิตว่าสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตคืออะไร เมื่อนั้นก็จะได้เข้าใจในหลักเศรษฐกิจพอเพียงเป็นอย่างดี เพราะหลักเศรษฐกิจพอเพียงเป็นนโยบายที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นจริงของชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนานั่นเอง 

ความสอดคล้องของหลักเศรษฐกิจพอเพียงกับหลักธรรมในพุทธศาสนา 

๑. เน้นความเป็นเศรษฐกิจแบบองค์รวม กล่าวคือ เป็นระบบการพัฒนาชีวิตของปัจเจกบุคลควบคู่กันไปกับการพัฒนาสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม โดยมีจริยธรรมคือความเมตตา ความเกื้อกูลสงเคราะห์ ความสามัคคี ความไม่เห็นแก่ตัว ดังหลักของระบบเศรษฐกิจพอเพียงที่กล่าวไว้ว่า มนุษย์อยู่ดี ชุมชนอยู่ได้ ธรรมชาติยั่งยืน

๒. เป็นระบบเศรษฐกิจแบบมัชฌิมาที่มีสัมมาอาชีวะเป็นหัวใจสำคัญ ซึ่งสามารถโยงไปสู่การที่พระพุทธศาสนามีท่าทีปฏิเสธความสุดโต่ง ๒ ด้าน คือ การหมกมุ่นในกามสุขอย่างเดียว และ การทรมานตนเองในรูปแบบต่างๆ 

๓. เป็นระบบเศรษฐกิจที่มุ่งพัฒนาทั้งคนและทั้งกระบวนการทางเศรษฐกิจ   ซึ่งถ้าคนไทยปฏิบัติตามระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงก็จะส่งผลให้เกิดภาวะ “เศรษฐกิจก็งอกงาม ธรรมก็งอกเงย คนก็มีความสุข”

๔. เป็นระบบเศรษฐกิจที่ไม่เบียดเบียนใครให้เดือดร้อน ไม่มุ่งทำลายทรัพยากรธรรมชาติจนกลายเป็นการทำร้ายธรรมชาติ 

๕. เป็นระบบเศรษฐกิจที่ฝึกให้มนุษย์ตระหนักรู้ถึงศักยภาพในด้านการสามารถพึ่งตนเองได้ของมนุษย์ 

core2