Get Adobe Flash player

กองอนุศาสนาจารย์

Banner1

จริยศึกษา

ขุมทรัพย์จากพระไตรปิฏก

Visitorcounter - VCNT

Today 12

Yesterday 51

Week 221

Month 946

All 12483

Currently are 4 guests and no members online

Kubik-Rubik Joomla! Extensions

วารสารช่อคูณ

เพจกองอนุศาสนาจารย์

เข้าสู่ระบบ

Login โดยใช้ เมล์ ทอ.(ไม่ต้องใส่ @rtaf.mi.th)

อานิสงส์การเลี้ยงดูพ่อแม่

                                         อานิสงส์การเลี้ยงดูพ่อแม่


      ครั้งที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่พระเวฬุวันมหาวิหาร  ใกล้กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ  เช้าวันหนึ่งพระองค์เสด็จออกบิณฑบาตรในกรุงราชคฤห์  ทรงพบชายคนหนึ่งชื่อว่า สิงคาลกะ  กำลังไหว้ทิศอยู่  จึงตรัสถามสิงคาลกะว่า  เป็นเพราะเหตุใด  สิงคาลกะ ทูลว่า  ก่อนบิดาจะตาย  ได้สั่งไว้ให้นมัสการทิศ  ด้วยความเคารพบิดาจึงนมัสการทิศ  พระพุทธเจ้าตรัสว่า  ในอริยวินัย  ไม่นมัสการเช่นนี้  พระองค์ตรัสแสดงธรรมชื่อว่า  "ทิศธรรม"  อธิบายบุคคลประเภทต่างๆ ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันดุจทิศรอบตัว  คือ

              ปุรัตถิมทิศ    คือ    ทิศเบื้องหน้า   ได้แก่  มารดาบิดา

              ทักขิณทิศ    คือ    ทิศเบื้องขวา    ได้แก่  ครูอาจารย์

              ปัจฉิมทิศ     คือ    ทิศเบื้องหลัง   ได้แก่  บุตรภริยา

              อุตตรทิศ     คือ    ทิศเบื้องซ้าย    ได้แก่   มิตร

              เหฏฐิมทิศ    คือ    ทิศเบื้องต่ำ      ได้แก่   บ่าวไพร่

              อุปริมทิศ     คือ    ทิศเบื้องบน      ได้แก่    สมณพราหมณ์

          บุคคลผู้ทำอุปการแก่ผู้อื่นก่อน  ชื่อว่า  บุพการี  หมายถึงบิดามารดา   เป็นบุพการีของบุตร  เป็นผู้ให้การอุปการะเลี้ยงดูบุตรก่อนผู้ใด  พระพุทธเจ้าตรัสแก่หมู่ภิกษุไว้ในพระสุตตันตปิฏก   ขุททกนิกาย  ว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เพราะมารดาบิดา เป็นผู้มีอุปการะมาก  เป็นผู้ให้การเลี้ยงดู และเป็นผู้แสดงโลกนี้แก่บุตร  คำว่า มารดาบิดา  เป็นพรหมของบุตรนั้น  กล่าวคือ  มารดาบิดาทั้งหลายย่อมจะไม่ละทิ้งการภาวนา ๔ ได้แก่ เมตตา  กรุณา  มุทิตา  และอุเบกขาในบุตรทั้งหลาย  คำว่า บุรพาจารย์นั้น  ก็เพราะมารดาบิดาเป็นครูคนแรกด้วยการสั่งสอนบุตรตั้งแต่แรกเกิด  และอาหุไนยบุคคล  คือ  มารดาบิดาย่อมควรซึ่งการบูชาเพราะเป็นผู้มีอุปการะมาก  ดังนั้น  บุตรผู้รู้อุปการะคุณของผู้มีอุปการคุณตนก่อน  คือ  บิดามารดา ด้วยกตัญญูกตเวที  ควรอุปการะทำนุบำรุงบิดามารดา ผู้เป็นทิศเบื้องหน้า ด้วยสถานะ ๕  คือ

   ๑.เลี้ยงดูมารดาบิดา

   ๒.ทำกิจของท่าน

   ๓.ดำรงรักษาวงศ์ตระกูลไว้

   ๔.ปฏิบัติตนเป็นผู้ควรรับมรดก

   ๕.เมื่อมารดาบิดาล่วงลับไปแล้ว  พึงทำทักษิณาทานให้  คือทำบุญอุทิศให้

     บิดามารดาเป็นผู้ควรแก่อาหุนะ  ชื่อว่า อาหุไนย  เพราะมีอุปการะมากแก่บุตร  บุตรทั้งหลายเมื่อปฏิบัติผิดพลาดในบิดามารดาย่อมไปเกิดในอบาย  คือ นรก ดังเช่นเรื่องนายมิตตวินทุกะ ในพระสุตตันตปิฏก ฑีฆนิกาย  ปาฏิกวรรค  ที่ปฏิบัติไม่ดีกับบิดามารดา  ผู้มีอุปการะมากแก่บุตร  แม้นว่า  บิดามารดาจะไม่เผาไหม้บุตร  แต่ก็เป็นต้นเหตุแห่งการถูกเผ้าไหม้  เรียกว่า อาหุเนยยัคคิ  (ไฟคืออาหุไนยบุคคล)

      ความรักของมารดาที่มีต่อบุตรนั้น  ในมโหสถชาดกฉบับบมหาเกสรปัญโญ  เสลารัญโญ  วัดไหล่หิน ลำปางตอนที่เทวดาเฝ้ารักษาเศวตฉัตรตั้งปัญหาถามพญาวิเทหะว่า บุคคลใดทุบตีผู้อื่นกลับเป็นที่รักใคร่ยินดีแก่บุคคลผู้นั้น   พระมโหสถตอบว่า  บุคคลผู้นั้นได้แก่ บุตรผู้นั่งอยุ่บนตักแม่  เล่นตีแม่ตนด้วยมือและเท้าดึงผม ตีปาก ใบหน้าด้วยมือมากยิ่งขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งเป็นที่รักของแม่ 

       อานิสงส์ของการเลี้ยงดูมารดาบิดาที่กล่าวไว้ในคัมภีร์วิมานวัตถุ  พระสุตตันตปิฏก ขุททกนิกาย ความว่า พระโมคคัลลานเถรเจ้าได้ถามเทวบุตรตนหนึ่ง  มีเทพฤทธอานุภาพมาก รัศมีรุ่งเรืองสว่างไสวไปทั่วทุกทิศสถิตอยู่ในนันทนวิมาน  อันเป็นวนะประเสริฐที่สุดของทวยเทพชั้นไตรทศว่า  ท่านเทวบุตรได้ทำบุญอะไรไว้  เพราะบุญอะไรท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้  เทวบุตรตนนั้น จึงกล่าวตอบพระโมคคัลลานะว่า เมื่อครั้งที่เกิดเป็นมนุษย์อยู่ในมนุษยโลก  เป็นคนยากจน  กำพร้าไม่มีที่พึ่ง  ได้ประกอบอาชีพเป็นกรรมการ  หากินเลี้ยงดูบิดามารดา ผู้แก่เฒ่า  เป็นผู้มีจิตเลื่อมใสในสมณะผู้มีศีล  บริจาคข้าวและน้ำเป้นทานด้วยความเคารพ เพราะบุญนั้นมีอานิสงส์ให้ตนมีวรรณะงาม ประกอบไปด้วยโภคะ  มีอานุภาพรุ่งเรือง  มีรัศมีสว่างไสวไปทุกทิศ

(ที่มา www.sri.cmu.ac.th)

     

core2